ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง “พนักงานสอบสวนในอุดมคติ”
โดย
ฯพณฯ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
(ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาจรรยาบรรณ
ของพนักงานสอบสวน : ความคาดหวังของสังคม”
ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543)

-----------------------------


           ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาพบพวกท่านในที่นี้ และจะไม่มีความยินดีเลยที่จะต้องไปพบท่านในฐานะพนักงานสอบสวนที่โรงพักของท่าน
           เวลาเราพูดถึงตำรวจ นักวิจัยเขาทำการวิจัยและพบว่าเวลาที่ราษฎรเดือดร้อนเขาไม่ค่อยคิดถึงตำรวจเป็นอันดับแรก ทั้งที่มีตำรวจไว้เพื่อบำบัดทุกข์ขจัดปัญหาต่าง ๆ แต่ทำไมประชาชนถึงไม่คิดถึงตำรวจ ตรงนี้คงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงจะต้องไปมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น
           เวลาเราไปต่างประเทศเราเห็นตำรวจเดินถือกระบองแกว่งไปแกว่งมา เรารู้สึกท่าทางเขาสง่าภาคภูมิไม่ว่าจะมียศชั้นไหน เราก็รู้สึกว่าถ้าเราเดือดร้อนเราจะไปพึ่งพาเขาได้ ทำไมบ้านเรากลับตรงกันข้าม การแต่งกายที่ไม่สง่างาม ท่าทางไม่สุขุมรอบคอบ หนักไปทางลุกลี้ลุกลนเสียมากกว่า เป็นไปได้ไหมว่าสังคมเราเป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง เป็นสังคมที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์ เป็นสังคมที่ใครหลีกเลี่ยงการปฎิบัติตามกฎหมายได้ เราเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะฉะนั้นตำรวจเอามือแตะลงไปตรงไหนก็จะเจอคนผิดที่นั้นในที่สุดก็แตะไม่ทั่วถึง คนก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง ลักษณะการกระทำความผิดในสังคมเป็นเหมือนดินพอกหางหมูมากขึ้น ๆ อย่าว่าแต่จะแกว่งกระบองเลย แม้แต่จะหาเวลากินข้าวให้ตรงตามเวลาก็แทบจะไม่มี ยกเว้นแต่บางส่วนที่มีเวลากินข้าวเคล้าเสียงเพลงได้ทั้งวันและทั้งคืน
           เรามีกฎหมายกำหนดโทษทางคดีอาญามากขึ้นจนไม่มีใครจำได้ว่ามีกี่ฉบับกันแน่ในปัจจุบันนี้ ภาระต่าง ๆ เหล่านั้นก็มาอยู่กับตำรวจทั้งสิ้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้แต่เมื่อคนทำผิดกันทั่วทุกหัวระแหง ย่อมเป็นการเหลือบ่ากว่าแรงที่ตำรวจจะจับกุมได้ทั่วถึง อันเป็นผลให้การบังคับการตามกฎหมายก็ย่อหย่อนลง เวลารัฐบาลจะออกกฎหมายอะไรออกมาสักฉบับหนึ่ง รัฐบาลจะจาระไนถึงผลเสียหายที่ไม่มีกฎหมายฉบับนั้น และก็ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ครั้นกฎหมายออกมาแล้วรัฐบาลไม่เคยพร้อม เราออกกฎหมายมาใช้บังคับกับคนทั่วประเทศพร้อม ๆ กับตั้งกองขึ้นมากองหนึ่งมีผู้อำนวยการกองคนหนึ่ง แล้วก็มีเจ้าหน้าที่อีกสัก 10 – 15 คน เป็นเบื้องต้นแล้วก็หวังว่าตำรวจทั้งประเทศจะไปจับคนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น แต่ตำรวจเองกว่าจะรู้ว่ากฎหมายนั้นว่าอย่างไรอาจจะต้องผ่านไปถึง 6 เดือน 1 ปี ด้วยซ้ำไป คนส่วนกลางอาจจะรู้แต่คนต่างจังหวัดยากที่จะรู้ได้ สังคมเราจึงวิปริตขึ้นทุกที
           โดยที่ในวันนี้เราจะพูดถึงเฉพาะพนักงานสอบสวนซึ่งก็เป็นองคาพยพที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฝ่ายอื่น ๆ เป็นฝ่ายที่น่าสงสารที่สุดเพราะงานหนัก ค่าใช้จ่ายสูง แต่ว่าตำแหน่งหน้าที่กลับไม่ค่อยได้เลื่อนไหลไปตามที่ควรจะเป็นเพราะมักจะมีคนมาเหนือเมฆ มาเอาตำแหน่งนั้นไป เมื่อได้ตำแหน่งแล้วแทนที่จะทำหน้าที่สอบสวนให้เต็มความสามารถ ก็กลับเริ่มมองหาลู่ทางว่าจะย้ายไปลงตำแหน่งอื่นที่สบายกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ได้อย่างไร ได้ช่องเมื่อไรก็ย้ายไปตามนั้น
           ผมเปิดดูจรรยาบรรณที่ทางตำรวจออกเป็นระเบียบไว้ อ่านดูก็รู้สึกว่าทั้ง 8 ประการดีมากเลย ถ้าพนักงานสอบสวนทำได้ตามนั้นสังคมก็ไม่มีอะไรจะต้องตัดพ้อต่อว่าพนักงานสอบสวนได้อีก แล้วเราก็คงไม่มีความจำเป็นจะต้องมาสัมมนาเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนให้เสียเวลาและให้เหนื่อยยาก แต่เราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงในการทำงานของพนักงานสอบสวนนั้น ยังไม่น่าประทับใจและไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นดีพอที่จะวางใจได้
           ความจริงกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนเป็นต้นไป เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดถ้าจะเทียบกับการให้ศึกษาก็เทียบได้กับการศึกษาระดับอนุบาล ระดับประถม และมัธยมต้น ถ้าเราให้การศึกษาระดับอนุบาล ประถม มัธยมดีพอการศึกษาหลังจากนั้นก็จะดีไปด้วย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็จะสามารถให้ความรู้ใหม่ ๆ วิธีคิดใหม่ ๆ จนได้คนจบปริญญาที่เก่งกาจสามารถ แต่ทุกวันนี้การศึกษาเบื้องต้นเราไม่ดี เวลาเข้ามหาวิทยาลัยเราถึงคัดแต่คนที่ได้รับการเตรียมตัวมาอย่างดีซึ่งมีไม่มากนัก อาจารย์มหาวิทยาลัยก็สอนจนจบปริญญาซึ่งไม่แสดงความเก่งกาจสามารถอะไรเลย เพราะคนเรานั้นได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว บางคนเก่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เรามีโรงเรียนสาธิตนึกว่าเป็นแหล่งคิดค้นว่าสอนอย่างไร เด็กไทยจึงจะดีจึงจะเก่ง จึงจะมีคุณธรรม แต่พอเอาเข้าจริงเราก็จับเด็กไปสอบ ใครเก่งโดยธรรมชาติก็ได้เข้าหรือใครมีพ่อแม่ใหญ่โตก็ได้เข้า ใครมีพ่อแม่ร่ำรวยก็ได้เข้า ก็สอนกันไปจนกระทั่งไปจนถึงมหาวิทยาลัย ถ้าการศึกษาเบื้องต้นได้เตรียมมาเป็นอย่างดีแล้วก็เป็นส่วนสำคัญถ้าสอนได้ดีทุกคนก็ไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ดำรงชีวิตอยู่ได้
           การสอบสวนก็เหมือนกัน เป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นถ้าสอบสวนดีมีความเป็นธรรม มีฝีมือ มีความสามารถ อัยการก็สบาย ศาลก็สบาย เพราะคดีจะได้รับการกลั่นกรองมาอย่างเป็นธรรม และมีน้ำหนักพยานที่ชัดเจนแน่นอน แต่งานสอบสวนเป็นงานเบื้องต้นที่ยากที่สุด เพราะจะต้องไปหาคนที่ทำความผิดเอามา หาพยานมามัดตัวแล้วจึงส่งไปให้อัยการ ถ้างานสอบสวนล้มเหลวการดำเนินคดีอาญาก็ล้มเหลวแล้วก็กระทบต่อความปลอดภัย ต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง ถ้าเราหันมาดูว่าสาเหตุสำคัญ ๆ ที่ทำให้งานสอบสวนยังไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่เป็นที่น่าพอใจของสังคมหรือแม้แต่องค์กรที่ดูแลงานสอบสวนเอง แล้วจะพบว่าสาเหตุที่น่าจะมาจาก 5 ประการดังต่อไปนี้
           ประการที่หนึ่ง คือ ทัศนคติทั้งของบุคลากรและขององค์กรที่ดูแลบุคลากรที่มีต่องานสอบสวน ยังไม่น่าจะถูกต้องนัก องค์กรมิได้ให้ความสำคัญต่องานสอบสวนเท่าที่ควร เคยได้ยินคนที่อยู่ฝ่ายสอบสวนเขาบอกว่าเหมือนลูกเมียน้อย ซึ่งก็คงจะจริง เพราะเท่าที่สดับตรับฟังดูก็จะพบว่าน้อยคนนักที่อยู่ฝ่ายสอบสวนมาโดยตลอดแล้วจะได้ทะลุเป็นใหญ่เป็นโตได้ เพราะจะถูกแป็กเสียระหว่างกลางทางพอจะเลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนเงินเดือน ก็จะมีใบปลิวบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนการทำงาน เพราะในการสอบสวนย่อมจะมี 2 ฝ่าย ถ้าทำให้ฝ่ายหนึ่งถูกใจอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ถูกใจ ตำแหน่งของพนักงานสอบสวนกลับกลายเป็นบันไดก้าวไปสู่ตำแหน่งอื่นมากกว่า คนที่อยู่ด้วยความรักงานก็มีไม่น้อย แต่อยู่ด้วยความลำบาก ไม่ค่อยได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร การที่องค์กรยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ย่อมแสดงให้เห็นว่าองค์กรมิได้ตระหนักถึงความสำคัญของงานสอบสวนนี้เพียงพอ เพิ่งมาระยะหลังจึงเริ่มวางกฎ วางกติกาขึ้นมาใหม่ไปกันถึงขั้นที่ว่าจะให้มีสายงานของพนักงานสอบสวนแยกต่างหากแต่ก็ยังไม่น่าจะเพียงพอ เพราะเป็นการกำหนดไว้เป็นระเบียบซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และที่สำคัญระเบียบมักจะมีข้อยกเว้นตราบใดที่ผู้บังคับบัญชาระดับนโยบายยังไม่ให้ความสำคัญต่องานสอบสวนเพียงพอ งานสอบสวนก็จะเจริญขึ้นได้ยากและจะปรับปรุงให้ดีขึ้นก็ยาก
           สาเหตุประการที่สอง คือ เมื่อไม่ให้ความสำคัญเพียงพอ คนที่ยังทำงานอยู่ในฝ่ายสอบสวน จึงขาดความกระตือรือร้นเพราะมองไม่เห็นความก้าวหน้า งานก็หนักแสนหนัก ปัจจัยในการเอื้ออำนวยในการทำงานก็น้อย เมื่อประสบปัญหาเหล่านั้นการที่จะพัฒนาความรู้ด้วยตัวเอง รวมทั้งพัฒนายุทธวิธีให้ดีขึ้นก็จะเฉื่อยลงเพราะเกือบจะไม่มีเวลา โดยปกติงานสอบสวนเป็นงานที่ต้องการคนที่ชอบทางนี้โดยเฉพาะ ใครที่ชอบบู๊ ชอบไปอยู่นอกที่ทำงาน จะทำงานแบบนี้ไม่ได้เพราะเป็นงานนั่งโต๊ะ นั่งเรียบเรียง นั่งสอบ นั่งพิมพ์ ผมเคยถูกสอบเป็นพยาน เคยเห็นพนักงานสอบสวนระดับต้น ๆ หิ้วเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วใช้นิ้วสองนิ้วพิมพ์ เห็นแล้วก็น่าสงสารบางคนพิมพ์ไม่ได้ก็จะใช้เขียนเอา โลกก้าวไปไกลขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้แต่ว่าอุปกรณ์ในการทำงานสอบสวนยังคงอยู่กับที่เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
           สาเหตุประการที่สาม คือ สังคมเองเป็นตัวทำให้งานสอบสวนเกิดปัญหา สังคมโดยผ่านทางสื่อ มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดทัศนคติที่ผิด ๆ เพราะสังคมสนใจแต่การจับกุม จับกุมเสร็จแล้วก็ปักใจว่าคนนั้นคือผู้ร้ายแน่ ๆ พิพากษากันไปเสร็จเรียบร้อย พนักงานสอบสวนคนใดถ้ายึดหลักวิชาการสอบสวนตรงไปตรงมาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพื่อจะรู้ว่าคนนั้นทำผิดหรือไม่ ถ้าบังเอิญพบว่าไม่ผิดก็ลำบากเท่ากับสวนกระแสต่อสังคม ผู้บังคับบัญชาคงไม่เอาด้วย ในที่สุดก็ส่งฟ้องศาล ส่งอัยการ แล้วไปให้อัยการตัดสิน พอไปถึงอัยการ อัยการก็เจออย่างเดียวกันก็ไม่กล้า ไปถึงศาล ศาลยังเจออย่างเดียวกัน คดีเชอรี่ แอน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เมื่อไม่มีใครกล้าทำความจริงให้ปรากฏ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจทั้ง ๆ ที่มีดุลยพินิจ รู้ทั้งรู้ว่าคนนั้นไม่ได้เป็นคนร้าย เมื่อสังคมคิดอย่างนี้ก็ยากที่จะทำให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นตัวเล็ก ๆ จะฝ่ากระแสของสังคมไปได้ ผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่เอาด้วย
           สาเหตุประการที่สี่ คือ ระเบียบและระบบบริหารในการทำงานขององค์กรไม่เอื้อที่จะให้พนักงานสอบสวนทำงานโดยอิสระ มีการควบคุมกันเป็นลำดับชั้นกันขึ้นไป ยิ่งมีคดีใหญ่มากเท่าใดผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ลงมาเล่นด้วยมากเท่านั้น ดูเสมือนหนึ่งว่าไม่ไว้ใจความรู้ความสามารถ แต่เราจะพบความจริงว่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่ลงมาควบคุม บางคนก็ไม่เคยผ่านงานสอบสวนหรือผ่านก็ผ่านประเดี๋ยวประด๋าวแล้วจะไปสอบสวนอะไรเป็น จะมาคุมการสอบสวนได้อย่างไร พนักงานสอบสวนที่เขาคร่ำหวอดมานั้นทำงานกันมาจนกระทั่งเป็นถึงรอง ผกก. ผกก.เชี่ยวชาญ พอแล้วไม่มีใครเก่งไปกว่านั้นอีกแล้ว ถ้าไม่เก่งก็แสดงว่าใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้นกว่าจะมาเป็น ผกก., รอง ผกก.ได้ ก็ต้องใช้เวลา 8 ปี 10 ปี เพราะฉะนั้นความรู้ความชำนาญที่จะสอบสวนก็ต้องมี แล้วคนระดับนี้ยังวางใจไม่ได้จะวางใจใครได้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงมากำกับดูแล ยิ่งใกล้ชิดเท่าไร ความอิสระของพนักงานสอบสวนก็หมดไปเท่านั้น ผลงานก็แทบจะไม่มีด้วย เพราะจะมีใครกล้าไปบอกว่าทั้งหมดที่ทำนั้น ผมทำเองนายมาเซ็นชื่อเฉย ๆ เหมือนอย่างเวลาไปจับผู้ต้องสงสัย จะมีบัญชีรายชื่อผู้ร่วมจับกุมกันเป็นบัญชีหางว่าวตั้งแต่ ผบช. จนถึงนายร้อย แต่จริง ๆ นายร้อยคงเป็นคนไปจับ มีเรื่องตลกเศร้าเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งลงชื่อกันไปอย่างนี้ แล้วไปจับมาผิด คราวนี้ก็ปฏิเสธกันพัลวันว่ามีชื่อตัวเองไม่ได้ไปทำด้วย มันไม่ใช่ของจริง
           สาเหตุประการที่ห้า คือ กฎหมายวิธีพิจารณาความในเรื่องการสืบพยานก็ไม่เอื้ออำนวยให้พนักงานสอบสวนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาพนักงานสอบสวน สอบสวนเสร็จส่งสำนวนให้อัยการ อัยการฟ้องศาล พนักงานสอบสวนจะต้องติดตามไปเป็นพยานถึงการสอบสวนเหล่านั้น อัยการก็คงต้องไปซักถามผลที่ปรากฏอยู่ในการสอบสวนทั้ง ๆ ที่นั่นเป็นเอกสารทางราชการ เมื่อต้องเรียกพนักงานสอบสวนไปเป็นพยานทุกครั้งไป พนักงานสอบสวนก็ต้องเสียวเลา เวลาที่จะทำงานสอบสวนก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว แล้วถูกเรียกไปนั่งที่ศาลเป็นวัน ๆ ไปแล้วก็ต้องกลับเพราะจำเลยขอเลื่อนบ้าง อัยการขอเลื่อนบ้าง ครั้งแล้วครั้งเล่าก็เสียเวลา ทำไมเราแก้เสียไม่ได้หรือว่าหลักฐานจากสำนวนนั้นเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่ฟังได้ว่ามีการสอบสวนได้ข้อความนั้นมาจริง ส่วนข้อความในนั้นจะโต้แย้งกันอย่างไรก็เป็นเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งจะนำพยานหลักฐานมาหักล้างกัน แน่ละในการดำเนินคดีก็ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายจำเลยเขาสามารถซักค้านได้เต็มที่ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องจำเลย ถ้าจำเลยติดใจว่าการสอบสวนนั้นยกเมฆขึ้นมาเองหรือได้เกิดขึ้นเพราะการบีบบังคับขู่เข็ญทำร้ายร่างกายก็ให้จำเลยเรียกพนักงานสอบสวนมาให้การ อัยการไม่ต้องเรียก ศาลต้องถือว่านั่นเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่ฟังว่าได้มีการสอบสวนและได้ข้อความนั้นมา ถ้าทำได้ด้วยวิธีนี้เวลาของพนักงานสอบสวนก็จะประหยัดไปได้ครึ่งหนึ่ง เราก็รู้ว่าเวลาไปศาลนั้นเสียเวลามหาศาล
           พนักงานสอบสวนในอุดมคติควรจะมีลักษณะอย่างไร    อุดมคติของคนอื่นอาจจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่อุดมคติของผมจะมีดังต่อไปนี้
           ประการที่หนึ่ง ในการสอบสวนต้องไม่มุ่งมั่นที่จะทำให้คนที่ถูกจับมาต้องผิดแน่ ๆ จะต้องเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว คือต้องสอบสวนเพื่อหาความจริง ไม่ใช่สอบสวนเพื่อตั้งใจเอาผิดอย่างมุ่งมาดปรารถนาหาความจริงให้ปรากฏ การทำงานของพนักงานสอบสวนไม่ใช่ศาลที่จะนั่งรับฟังแต่พยานทั้งสองฝ่าย พนักงานสอบสวนอยู่ในฐานะที่จะค้นหาหรือนำความจริงให้ปรากฏให้ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา เมื่อได้ความจริงแล้วจึงนำมาตัดสินใจว่าจากความจริงที่ตัวใฝ่หามาได้นั้นมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ และคนที่จับมานั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดหรือไม่ เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าคนที่ถูกจับ มาไม่มีความผิด ต้องถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงมากกว่าจะถูกคาดโทษ เพราะไปทำให้ฝ่ายจับกุมเดือดร้อน ถ้าพนักงานสอบสวนทำได้อย่างนี้ การจับกุมก็จะระมัดระวังมากขึ้น สังคมเองก็คงต้องยอมรับอย่าไปตัดสินใครง่าย ๆ
           ประการที่สอง ในการสอบสวนต้องทำใจว่างเพื่อที่จะได้รับฟังพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ ยุทธวิธีสอบสวนที่สั่งสอนกันมานั้นต้องไม่ใช่เป็นยุทธวิธีที่จะทำให้ความจริงบิดเบือนไป จะสอนกันมาอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ต้องไม่ด้วยวิธีที่จะทำให้ความจริงบิดเบือนไป หรือมุ่งเพียงแต่จะเอาความผิดต่อผู้ต้องหา แต่ต้องมุ่งเพื่อจะเอาคนทำผิดมาลงโทษ ซึ่งต่างกันเพราะผู้ต้องหาเขามีอะไรอยากชี้แจงอย่าไปคิดเพียงว่า อยากชี้แจงก็ไปชี้แจงที่ศาล คติที่ว่าปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าเอาคนถูกมาลงโทษคนหนึ่ง ก็ใช้ได้กับพนักงานสอบสวนเหมือนกัน
           จึงเห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนมีภาระหนักกว่าศาลมาก เพราะอยู่ในองค์กรที่ต้องทำการปราบปรามอยู่ด้วยและไม่มีภูมิคุ้มกันอย่างศาล ศาลนั้นเมื่อตัดสินคดีแล้วจะผิดถูกอย่างไร ใครไปตั้งคำถามไม่ได้ แต่พนักงานสอบสวนถูกตั้งคำถามได้ ถูกผู้บังคับบัญชาเพ่งเล็งได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือ ทำใจว่างแล้วหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วจึงนำข้อเท็จจริงมาดูว่าเข้าองค์ประกอบของความผิดหรือไม่
           ประการที่สาม คือ ต้องมีความรวดเร็ว และรอบคอบ  การจับกุมบุคคลต้องมีพยานหลักฐานเบื้องต้นพอที่จะเชื่อได้ว่าคนนั้นมีส่วนกระทำความผิดไม่ใช่จับมาแล้ว จึงค่อยมาคลำหาพยานหลักฐานซึ่งก็จะทำให้ใช้เวลานาน ความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรมอยู่ในตัวเอง เราจะพบว่านับจากถูกจับกุมจนกระทั่งศาลตัดสินเป็นที่สุดใช้เวลานานมาก และทำให้เกิดความเสียหายสองด้าน ด้านหนึ่งถ้าคนที่ถูกจับกุมและถูกฟ้องร้องนั้น ในที่สุดมิได้กระทำความผิดคนนั้นก็เคราะห์ร้ายหนัก ถ้าเขาไม่ผิดจริง ๆ เวลาที่เสียไป 4-5 ปี ไม่มีใครทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ จริงอยู่การสอบสวนที่รวดเร็วและรอบคอบด้วยนั้น ไม่ใช่ทำได้ง่าย ๆ เพราะกระบวนการในการสอบสวนต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ขั้นตอนการอนุมัติการกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ คนอาจจะต้องมีมากขึ้นซึ่งคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่ผมคิดว่าถ้าเราทำได้ก็จะทำให้เราเป็นพึ่งของประชาชนได้จริง ๆ
           ประการที่สี่ จะต้องระลึกถึงอิสรภาพและเคราะห์กรรมของผู้ถูกจับไว้เสมอ ต้องพยายามยึดหลักของรัฐธรรมนูญในเรื่องการประกันตัว การให้ประกันตัวต้องถือเป็นหลัก การไม่ให้ประกันตัวเป็นข้อยกเว้นที่พิเศษจริง ๆ กลยุทธ์ที่เลือกจับวันศุกร์ เพื่อที่จะไปนอนในคุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะประกันตัวไม่ทันต้องเลิก เพราะว่าคนที่ทำอย่างนั้นแสดงว่ามีทัศนคติผิดแล้ว ทำไมเราจะไปทำเขาอย่างนั้นหลักเกณฑ์ในการให้ประกันตัวเวลานี้เราก็ใช้กลับหัวกลับหาง เรากำหนดว่าถ้าจะให้ประกันตัวต้องผู้บังคับบัญชานั้น ๆ คดียิ่งใหญ่ยิ่งไปสูงมากขึ้น แต่ถ้าไม่ให้ประกันตัวนายร้อยก็สั่งได้ คัดค้านได้ ความจริงต้องกลับตรงกันข้ามเพราะการไม่ให้ประกันตัวคือการปฏิเสธสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ การที่จะปฏิเสธสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญต้องมีการกลั่นกรองและไตร่ตรองในระดับสูง แต่การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของรัฐธรรมนูญไม่ต้องมีการกลั่นกรองใครทำคนนั้นรับผิดชอบเอง การที่จะให้ประกันตัวหรือไม่ให้ประกันตัวมันขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับสำนวนคดี ความมั่นใจในการกระทำความผิดและผลกระทบต่อคดีเมื่อมีการให้ประกันตัว ถามว่าสิ่งเหล่านี้ใครรู้ดีที่สุด ก็ตอบว่าพนักงานสอบสวนรู้ดีที่สุดเพราะทำมากับมือรู้เห็นมากับตา ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรู้เห็นบ้างไหม ไม่รู้หรอก ถ้าคนถูกจับมีชื่อเสียงหน่อยก็อาจจะได้ยินชื่อเสียงนั้นมา แต่ถามว่าในสำนวนเป็นอย่างไร มีเวลาไปอ่านไหม คำตอบก็คือไม่มีเวลา ทำไมถึงจะต้องตะเกียกตะกายกันขึ้นไปสูงถึงขนาดนั้น พนักงานสอบสวนควรจะทำได้ด้วยตัวเอง ผู้บังคับบัญชาไม่ควรลงมาเกี่ยว เราเคยกลัวกันว่าถ้าให้เขาประกันตัวมาแล้ว เขาจะไปหาพยานหลักฐานมาต่อสู้ได้ ก็ถ้าเขามีพยานหลักฐานมาต่อสู้จนเขาบริสุทธิ์แสดงให้เห็นว่าเขาบริสุทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาเป็นกุศลยิ่งใหญ่จะไปสกัดเขาทำไม เพราะเขาไม่ต้องเอาคนถูกมาลงโทษ เราต้องการเอาคนผิดมาลงโทษ ทัศนคติอันนี้ก็ต้องเปลี่ยน
           แต่ในแง่ทางความเป็นจริงพนักงานสอบสวนอาจจะรู้ลึก ๆ มาว่าคนนั้นเป็นอย่างไร แต่ยังหาหลักฐานมาไม่ได้ ก็ต้องใช้มาตรการอื่นต้องไปหามาตรการอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ทุกวันนี้เราใช้มาตรการควบคุมความประพฤติของบุคลากรในหน่วยงานมาทำให้เป็นโทษต่อประชาชน กล่าวคือ ใช้ผู้บังคับบัญชาระดับชั้นสูงขึ้นไปเพื่อมาสกัดดุลยพินิจ ความจริงถ้าพนักงานสอบสวนทำผิดหรือไปรับสินบนเพื่อที่จะปล่อยตัวไปเราก็ลงโทษได้ คนอาจจะเถียงว่าแล้วจะไปเอาหลักฐานที่ไหนมาลงโทษก็ตำรวจจับข้าราชการมาลงโทษก็เยอะ จับกันเองจะจับไม่ได้เชียวหรือ ในเมื่อรู้ตื้นลึกหนาบางกันดีอยู่แล้ว
           ประการที่ห้า   พนักงานสอบสวนต้องมีความเป็นอิสระตามสมควร ใคร ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเขามีความเป็นอิสระทั้งนั้น อัยการเขาก็อิสระ ศาลยิ่งอิสระ ทำไมคนที่อยู่จุดเริ่มต้น ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ควรมีความอิสระ การตรวจสอบการทำงานของพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบในลักษณะที่ไม่เข้าไปก้าวก่ายอำนาจการตัดสินใจว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่และความผิดนั้นใครเป็นผู้กระทำ ตรงนี้ต้องให้เป็นความอิสระของพนักงานสอบสวน ถ้าได้ความว่าพนักงานสอบสวนคนไหนทุจริต ก็ไปลงโทษลงทัณฑ์กัน ถ้าเราทำได้อย่างนี้จะมีคนเหลือพอที่จะทำงานสอบสวนด้วยตนเองได้อีกมากโดยไม่ต้องมานั่งสั่งสำนวนกันอยู่อย่างนี้
           ประการที่หก พนักงานสอบสวนต้องมีเส้นทางในการเจริญเติบโตของตนเอง โดยที่ไม่มีใครมาแย่งตำแหน่ง สายของพนักงานสอบสวนต้องเดินหน้าไปได้จนถึงจุดสูงสุด ในชั้นที่กำลังปรับปรุงกฎหมายของตำรวจผมก็เสนอว่าตำแหน่งพนักงานสอบสวนนี้ต้องเป็นตำแหน่งหลักไม่ใช่ตำแหน่งเทียบ แล้วก็มีสายของตัวขึ้นไปจนถึงผู้บังคับการ ความจริงผมอยากให้ขึ้นไปจนถึงรองอธิบดี รองผู้บัญชาการด้วยซ้ำไป ก็แปลว่าใครที่เขาทำงานในสายสอบสวนเขาขึ้นไปได้ส่วนจะได้เป็นผู้บัญชาการหรือไม่ตรงนั้นก็ไปแย่งกันเองไปดูความสามารถกันเอาเอง ถ้าทำอย่างนี้คนที่อยู่ในสายสอบสวนก็จะสามารถวางใจในอนาคตของตัวได้ว่าถ้าเราทำงานดีมีประสิทธิภาพ ตนก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งโดยไม่ต้องวิ่งเต้น และวิธีที่ดีที่สุดต้องถือว่าเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวของแต่ละคนไม่ต้องรอตำแหน่งว่างเหมือนอย่างอาจารย์ อาจารย์นี่เขาเป็นอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ ขึ้นอยู่กับการทำงานของเขาตำแหน่งนี้ปรับขึ้นไปได้เรื่อยโดยไม่ต้องไปแย่งกับใคร มีความสามารถก็ปรับขึ้นไปถ้าทำได้อย่างนั้นพนักงานสอบสวนก็จะมีกำลังใจ มีกฎเกณฑ์กติกาที่แน่นอนไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาข้ามหัวเราไป การฝากจากใครต่อใครทั่วสารทิศก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะจะขึ้นอยู่กับผลงานของตัวเองโดยเฉพาะไม่ต้องลงไปวิ่ง 4X100 เพราะก็มีสายของตัวขึ้นไป ใครสนใจงานสอบสวนอยากมาไต่เต้าทางนี้ก็มาได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นยศอะไรต้องมาเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน 1 ก่อน อยากมาก็มา อย่าเอาตำแหน่งที่ผ่านมาแล้วมาบวกทางนี้แล้วกระโดดกลับไปอีก ซึ่งอย่างนั้นก็ไม่มีทางจะแก้กันได้
           ประการที่เจ็ด  ถ้าเราให้พนักงานสอบสวนสามารถรับผิดชอบงานของตัวเองได้ มีความเป็นอิสระ มีสายของตัวเองก็ต้องนึกถึงค่าตอบแทน ค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนต้องเพียงพอแม้ไม่ถึงจะเท่าขนาดของอัยการ หรือศาล ก็ต้องไม่ทิ้งห่างกันมากนัก โดยอย่าเอาเงินเดือนไปผูกกับยศ เขาก็จะได้มีกำลัง มีฐานะความเป็นอยู่ไม่ต้องไปคิดรอคดีรถยนต์ คนสุจริตมีมากแต่คนสุจริตต้องพ่ายแพ้ต่อความทุกข์ยากในครอบครัวในขณะที่สิ่งแวดล้อมมารุมล้อมหมด มีคนหยิบยื่นพร้อมที่จะหยิบยื่นมากมาย ถ้าเขาพออยู่พอกินได้ เขาก็จะรักษาความสุจริตนั้นไว้ได้ อย่าให้เขาต้องนึกว่านี่เพิ่งวันที่ 20 เงินหมดแล้วจะทำอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเรารักษาเขาไว้ไม่ได้แล้ว ถ้าครั้งหนึ่งเขาเคยทำคดีรถเบนซ์ชนกันเข้าครั้งหนึ่งแล้วเขาก็จะรอต่อไปเรื่อย ๆ เงินเดือนขึ้นไม่ทันแน่ ๆ ผมคิดว่ามันคุ้มค่าต่อการที่จะให้มีรายได้ ผมสนับสนุนอยู่เสมอ ศาล อัยการและพนักงานสอบสวน ให้ไปเถอะครับเท่าไหร่ก็ได้ขอให้พอแล้วต่างคนต่างอยู่ อย่าเทียบกัน ผมเคยพูดกับศาลอย่างนี้ว่าคิดว่าเท่าไหร่พอเข้ามาทำงานแล้วมีเงินเก็บพอสมควรกับการศึกษาของลูกในอนาคตมีเงินเก็บไว้กินตอนแก่ เดือนละเท่าไหร่พอ เขาบอก 40,000 บาท ผมบอกถ้าผมให้ 60,000 บาท เขาบอกยิ่งดี ผมถามว่าถ้าผมให้ 60,000 บาท คุณอย่าสนใจได้ไหมว่าใคร เขาจะได้เท่าไหร่ชักลังเล แล้วถามว่าอัยการจะได้เท่าไหร่ คือถ้าเรายังคิดกันถึงสิ่งเหล่านี้นี่เราก็ปรับไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างต้องเลิกคิดทำนองนั้น คิดเพียงว่าเท่าไหร่จึงจะสามารถอยู่ได้ จริงอยู่ในขณะนี้คงยังไม่สามารถจะบันดาลได้ตามนั้น แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็จะมีกฎเกณฑ์แล้วก็มุ่งไปหาจุดจุดนั้นทางเราจะต้องใช้เวลา 5 ปี ถ้าจะให้ถึงจุดจุดนั้นไปถึงปีที่ 5 ก็ต้องบวกค่าเงินเฟ้อไว้จาก 60,000 บาท จะเป็น 70,000 บาทหรือ 80,000 บาท ก็สุดแต่ แต่ต้องให้ ศาลเงินเดือนไม่กี่หมื่น 20,000 บาท ขณะที่ทนายเขามาว่าความเป็นแสนเป็นล้าน เราคิดดูว่าเมื่อเวลาเราให้เงินเดือนน้อยพอเราไปฟ้องเรียกค่าเสียหายหมิ่นประมาท ศาลท่านก็ให้ 50,000 บาท, 60,000 บาท กรณี พล.อ.อาทิตย์ ฟ้อง ศาลท่านก็ให้แปดแสนหรือไงนั่นสูงที่สุด ถามว่าศาลทำไมให้เท่านั้น ก็เพราะท่านคิดว่าขนาดนั้นนะสามเท่าของเงินเดือนท่านแล้วนะ หกหมื่นมันมากมายมหาศาลแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีวันที่จะปรับให้ทันกับวิวัฒนาการและชดเชยความเสียหายและทำให้คนขยาดได้เพราะเอาเข้าจริงถึงแม้ว่าคดีหมิ่นประมาทจะมีโทษจำคุก แต่ศาลก็ไม่ค่อยลงโทษจำคุกใครง่าย ๆ นาน ๆ จะเกิดสักครั้ง เราก็หวังว่าเงินที่จะต้องเสียเป็นค่าเสียหายจะช่วยสกัดมิให้คนทำอะไรตามใจชอบได้ แต่ศาลท่านก็ให้เท่านี้ แถว ๆ นี้สองแสน แสนหนึ่งดำเนินคดีกัน 3 ปี เพราะฉะนั้นก็เลยลำบาก ฉะนั้นคนที่อยู่กระบวนการยุติธรรมต้องให้เงินให้ทอง ให้เขาอยู่อย่างเชิดหน้าได้ อุปกรณ์ในการทำงานต้องพร้อม เราคงหวังจากเงินงบประมาณได้ยากเพราะว่าหลายกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้นต้องดิ้นรน หาทางตั้งกองทุนอะไรขึ้นมาเพื่อส่งเสริมงานสอบสวนขึ้นมาปีหนึ่งเราปรับคนไม่ใช่น้อย เปรียบเทียบปรับเอาไปส่งคลังทำไม ก็ออกกฎหมายตั้งกองทุนเอาเงินเข้ากองทุนแล้วก็มาใช้ก็ได้ เพราะจะไปพูดกับคลังให้เขาเห็นใจนั้นคงยากเพราะว่าคลังไม่เคยมีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ เขาจึงไม่เข้าใจส่วนราชการอื่นเขาลำบากอย่างไร เพราะทุกครั้งที่คลังทำอะไร คลังมีเงินเหลือเฟือไม่มีก็ไปกู้เขามาได้ อยากจ้างที่ปรึกษาราคาสี่ร้อยห้าร้อยล้าน ปรึกษาแล้วจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ไม่มีใครไปว่าอะไร คลังอยากให้เงินเดือนคนมาทำงานมาก ๆ คลังก็คิดวิธีใหม่ไม่ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้เป็นส่วนราชการแล้วก็จ่ายเงินเดือนไม่จำกัด แต่หน่วยราชการอื่นอยากได้บ้าง คลังจะค้านหัวชนฝา เพราะฉะนั้นเวลาไปพูดอะไรกับคลัง คลังก็จะบอกเขาไม่มีปัญหาที่ไหน ทำไมพวกนี้เดือดร้อนอะไรหนักหนา ก็ไม่มีจริง ๆ สำหรับเขาไม่มีจริง ๆ เหมือนศุลกากร ศุลกากรเขาก็บอกเขาไม่มีปัญหางานเขาเร็ว มาถึงเจ็ดวันเรียบร้อย แต่พ่อค้านักธุรกิจนั่นบอกว่าเจ็ดวันเขาล้มละลายแล้วเพราะของถ้าเขาออกไม่ได้ขายก็ขายไม่ได้ ค่าโกดังก็เสียเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเขาก็ไปจ่ายสตางค์เมื่อจ่ายสตางค์ได้ ก็ทุกคนก็เรียบร้อย แต่ถามว่าแล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร
           เราจะมีปัญหามากขึ้นทุกวันในระบบการสอบสวนเพราะคดีมันจะไม่ใช่คดีธรรมดา ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกต่อไปแล้วจะมีคดีที่เป็นเทคนิคมากขึ้นทุกที ถึงแม้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งกองอะไรขึ้นมารองรับ ถามว่าแล้วคนที่เชี่ยวชาญเหล่านั้นมีไหม ก็ตอบว่าไม่มี ต้องไปเริ่มต้นเรียนรู้เอาเมื่อตั้งกองบังคับการขึ้นมา คนที่ได้เส้นสายดีก็ได้เป็นผู้บังคับบัญชากองนั้นไปก่อนแล้วก็ไปเรียนรู้เอา พอเรียนรู้ได้สักปีสองปี ก็ย้ายไปอยู่ระดับกองบัญชาการแล้วก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตกลงก็ไม่มีใครรู้จริง บางทีสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องเริ่มคิดว่าจะสมควรแบกภาระงานทุกชนิดที่มีคดีอาญาเอาไว้บนบ่าตัวหรือไม่ จะสมควรปลดเปลื้องออกไปบ้างหรือไม่ เพื่อให้เบาตัวและสามารถทำงานหลักอื่น ๆ ที่กระทบต่อประชาชนเป็นรายบุคคลได้มากขึ้น    ถ้าไม่ปลดเปลื้อง มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แล้วก็หาคนมีความรู้ที่จะมาทำงานสอบสวนในด้านนี้ได้ยากเต็มที ก็ยังดีแนวโน้มเริ่มคิดกันบ้าง ว่าอะไรบ้างที่จะปลดไป แต่ผมคิดว่าต้องปลดโดยเร็ว ปลดออกจากบ่าโดยเร็วงานบางงานไม่สำคัญ และไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเป็นหน้าที่ตำรวจ ยกตัวอย่างเช่นบัตรประจำตัวหายไปบอกกับเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายบัตรประจำตัวประชาชนบัตรหายทำให้หน่อย เขาบอกว่าคุณต้องไปแจ้งความกับตำรวจก่อน อย่างนี้ผมนึกไม่ออกว่าตำรวจจะรับไปทำไมต้องไปทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย คุณเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่คุณปฏิเสธได้อย่างไร ผมเคยถามเขาว่าทำไม เขาบอกว่าเผื่อมาโกหกจะได้มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ผมบอกว่าคุณเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผมโกหกคุณ ผมโกหกตำรวจโทษเท่ากันไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยไม่ได้แปลว่าพอไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วผมจะกลับใจไม่โกหก ถ้าผมโกหกผมก็โกหกทั้งคู่ และโกหกกับตำรวจยิ่งสบายใจใหญ่ เพราะตำรวจเขาไม่สนใจ มาแจ้งความเขาก็รับแจ้งความไว้ เขาไม่สนใจว่าคุณทำหายจริงหรือเปล่า จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้แก้พูดกันเป็น 10 กว่าปีแล้ว เรื่องเหล่านี้มันเปลืองกระดาษเปลืองเวลาเราไปทำงานอย่างอื่นได้มากมาย ถ้าคิดจะเอาค่าปรับเข้ากองทุนก็ยังไม่คุ้ม ปรับ 10 บาท ความจริงเวลากฎหมายกำหนดตัวพนักงานหรือเจ้าหน้าที่เขามุ่งหมายให้ทำหน้าที่ได้หลายประการแม้กระทั่งแทนตำรวจ แต่เรายังไม่ได้มีการศึกษากันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่าเรื่องใดควรจะปลดภาระออกไปจากตำรวจ แล้วหน่วยงานนั้น ๆ ไปสอบสวนทวงถามกันเอาเอง ถ้าขาดความรู้จะมาขอรับการอบรมจากตำรวจ ตำรวจก็คงไม่น่าจะขัดข้องอะไรที่จะให้ความรู้
           ครับถ้าเราทำในเจ็ดประการอย่างนี้ได้ ผมก็ว่าพนักงานสอบสวนก็จะดีขึ้น ทั้งในแง่ของพนักงานสอบสวนเอง และในแง่ของประชาชนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง
             การจะดำเนินการให้สิ่งดังกล่าวข้างต้นบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวและกำหนดทิศทางที่ชัดเจนของผู้บังคับบัญชาระดับนโยบาย ก.ตร.ต้องมีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของตำรวจทางสายงาน บังเอิญจะโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ตำรวจกำลังปรับปรุงกฎหมายของตำรวจทั้งหมดหลังจากที่ย้ายไปอยู่ภายใต้สังกัดของนายกรัฐมนตรี และบังเอิญไปเข้ากองที่ผมเป็นกรรมการกฤษฎีกาอยู่ ผมก็พยายามเอาใจตำรวจมาใส่ตัวผม ว่าถ้าผมเป็นตำรวจผมอยากเห็นองค์กรผมเป็นอย่างไร คำตอบก็คือผมไม่อยากเห็นองค์กรผมถูกเหยียบย่ำโดยใครก็ไม่รู้และไม่อยากเห็นคนในองค์กรต้องเที่ยวได้ไปกราบไหว้ใครต่อใครเมื่อเวลาจะสิ้นเดือนกันยายน วิธีคิดก็คือคิดว่าทำอย่างไรตำรวจจะปกครองบังคับบัญชากันเองและทำอย่างไรตำรวจที่มาปกครองบังคับบัญชากันเองนั้น จะมีความเป็นธรรมเพียงพอ ทำอย่างไรเมื่อปกครองบังคับบัญชากันเองแล้วจะไม่ขาดลอยจากการเมือง โดยการเมืองจะไม่สามารถเข้ามายุ่งได้ เพราะต้องยอมรับว่าเราจะไปตัดการเมืองออกทิ้งไม่ให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเขาต้องดูแลนโยบาย เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้การเมืองมีความเชื่อมโยงในเชิงนโยบาย ในเชิงบริหารต่าง ๆ แต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ต้องทำให้องค์กรบริหารงานบุคคลนั้นปลอดจากการเมือง ต้องทำให้กติกาในการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นที่ชัดเจนและไม่สามารถเบี่ยงเบนได้ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถจะเขียนรายละเอียดลงในกฎหมายได้ นอกจากบอกเป็นแนวทาง แล้วก็หวังว่า ก.ตร.ที่จะตั้งขึ้นใหม่จะไปทำหน้าที่นั้นต่อในการกำหนดรายละเอียดกฎหมายนี้ไม่ใช่ง่าย เพราะเป็นการปฏิวัติใหญ่ของแวดวงตำรวจ เปลี่ยนวิธีคิดจึงใช้เวลานาน เมื่อสองสามวันอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมาพูดเป็นทำนองว่าผมถ่วงกฎหมายนี้ซึ่งผมเสียใจมาก ท่านอยู่ในตำรวจมาโดยตลอดชีวิตท่านควรจะรู้ว่าปัญหาไม่ใช่ง่ายและคนซึ่งอยู่นอกแวดวงตำรวจจะมาคิดช่วยปฏิรูปต้องการความรู้ ต้องการความเข้าใจจากคนในแวดวงตำรวจไม่ใช่นั่งเทียนได้เพราะฉะนั้นต้องค่อย ๆ ถามว่าอย่างนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เพราะอะไรจะได้คิดหาหนทางใหม่ต้องค่อย ๆ ซักถาม เขียนเค้าโครงเสร็จต้องให้กลับไปดูลองไปคุยกันดูว่าไปได้หรือไม่ ถ้าไปไม่ได้เพราะอะไรบางอย่างก็กลับมาบอกว่าอย่างนี้ไม่ชอบ ถ้าไม่ชอบเพราะอะไร ถ้ามีเหตุผลก็ปรับปรุงให้ใหม่ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ต้องนั่งเถียงกันต่อไปจนกว่าจะได้ข้อยุติที่ดีพร้อม คือในทางกฎหมายไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งเถียงกันจนกระทั่งมันแจ่มแจ้ง ไม่เหลือข้อกังขา ถ้าจะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกันก็ต้องเป็นไปในเชิงเหตุเชิงผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทำได้ในวันในพรุ่งต้องใช้เวลา และต้องนึกด้วยว่าเมื่อจะปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปอำนาจแล้วจะกระทบการเมือง ทำอย่างไรจึงจะให้สิ่งที่คิดขึ้นมา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเมือง โดยการเมืองก็รับได้ทั้งหมดนั้นต้องใช้ เวลา แต่คิดว่าคงอีกไม่นานก็จะเสร็จ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็คงจะได้ไประดมมันสมองคิดในรายละเอียดกันอีกช่วงหนึ่งเพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์ได้ หลายเรื่องยังขัดกันอยู่ระหว่างคณะกรรมการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะต้องค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ เจรจากันไปว่าอะไรจะมีเหตุมีผลมากกว่ากัน บางเรื่องเราคิดว่าที่ดีที่สุดต้องเป็นอย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติยังทำไม่ได้ ก็ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนขั้นนี้เอาเท่านี้ก่อนแล้วก็ค่อย ๆ ขยับไปอีกขั้นหนึ่งจนกว่าจะดีจนกว่าตำรวจจะสามารถทำงานได้อย่างมีอิสระจับคนทุจริตได้โดยไม่สนใจว่าคนนั้นดำรงตำแหน่งอะไร


 

 

 จ.ส.ต.หญิง ละเอียด   บัญสว่าง  
พิมพ์ / ทาน  
22 / มิ.ย. / 2550  

หน้าแรก  |

สงวนลิขสิทธิ์โดย © สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองแพร่ All Right Reserved.

by : [email protected]